คนบ้านบอล

สิงโตคำรามเจนใหม่ พร้อมเดินหน้าไล่ล่าความสำเร็จ !?

อังกฤษ โชว์ผลงานระดับ 5 ดาวด้วยการบุกไปยัดเยียดความปราชัยให้กับ สเปน ถึงถิ่น 3-2 ในศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา หรือนี่อาจจะเป็นสัญญาณแห่งการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัวของขุนพลนักเตะสายเลือดใหม่ภายใต้การดูแลของ แกเร็ธ เซาธ์เกต ในการแถลงข่าวเตรียมความพร้อมก่อนเกมที่ เอสตาดิโอ เบนีโต้ บียามาริน กุนซือทีมสิงโตคำราม ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่าคาดหวังจะเห็นฟอร์มของลูกทีมตนในนัดนี้อย่างไรบ้าง? “แค่เพียงแสดงความกล้าเพียงพอที่จะลงเล่นในเกมนี้” คือคำตอบที่เรียบง่ายของเขา ในขณะที่ เซาธ์เกต ก็ใจถึงเพียงพอสำหรับการจัดทีมลงสนามในนัดนี้เช่นเดียวกัน การเผชิญหน้ากับ สเปน ที่ เซวิลล์ ในครั้งนี้ อังกฤษ ใช้ไลน์อัพ 11 คนแรกที่มีอายุเฉลี่ยน้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 1959 โดยมี คีแรน ทริปเปียร์ ในวัย 28 ปีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีอายุเกิน 25 ซึ่งก็ต้องกล่าวคำชื่นชมไปถึงผู้เล่นทุกๆคนที่ทำตามคำเรียกร้องของเจ้านาย ด้วยการลงสนามไปอย่างไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีของเจ้าถิ่น

แม้ อังกฤษ จะพึ่งสร้างผลงานอันน่าประทับใจจากการผ่านเข้าไปจนถึงรอบรองชนะเลิศใน ฟุตบอลโลก 2018 แต่น้อยคนที่จะกล้าตั้งความหวังไว้สูงในเกมนี้ เนื่องจาก สเปน ก็เป็นเจ้าของสถิติไร้พ่ายในบ้านมายาวนานถึง 27 นัด ไหนจะภาพแห่งความทรงจำจากชัยชนะของพวกเขาที่ เวมบลีย์ ก็ไม่ยังทันได้จางหายไป นอกจากนี้ใน 2 เกมหลังสุด ขุนพลแดนกระทิงดุ ก็พึ่งโชว์ฟอร์มร้อนแรงด้วยการไล่ถลุง โครเอเชีย ในบ้านไปถึง 6 เม็ด รวมถึงการออกไปยิงสลุตใส่ เวลส์ ได้ถึง 4 ประตู โดยนักเตะ 5 คนที่ได้ออกสตาร์ทในเกมนี้ก็อยู่ในทีมชุดที่ได้ชูถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาเมื่อไม่นาน ในขณะที่ฝั่งทีมเยือนมีนักเตะจากทีมแชมป์ พรีเมียร์ลีก ลงสนามเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น จากสถิติที่มักเป็นฝ่ายเสียท่าให้กับทีมยักษ์ใหญ่ก็ยังเป็นสิ่งที่คอยตอกย้ำพวกเขาอยู่เสมอ หากแต่ลูกทีมของ เซาธ์เกต ในนัดนี้กลับสามารถสลัดภาพจากอดีตที่คอยตามหลอกหลอนออกไปจนหมดสิ้น และนี่ยังเป็นครั้งแรกของ สเปน อีกด้วยสำหรับการเสียถึง 3 ประตูรวดภายในช่วง 45 นาทีแรกจากเกมการแข่งขันอย่างเป็นทางการ

ภาพแห่งความเด็ดเดี่ยวของฝั่งทีมเยือนเริ่มสะท้อนออกมาให้เห็นเด่นชัดจาก เอริค ดายเออร์ ที่เปิดฉากเข้าพัวพันกับ เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ ตั้งแต่สิ้นเสียงนกหวีดเริ่มเกมไปได้เพียง 15 วินาที รวมถึงโมเมนต์ที่ทำให้สาวก เดอะ ค็อป ถึงกับพากันมากดไลค์ให้จากจังหวะพุ่งเข้าเสียบ เซร์คิโอ รามอส ได้แบบจังเบอร์ ซึ่งจากโมเมนต์เหล่านี้ก็ทำให้บรรยากาศของเกมในครึ่งแรกเป็นไปในแบบที่แม้ สเปน จะได้ครองเกมซะเป็นส่วนใหญ่ แต่กลับกลายเป็นฝั่ง อังกฤษ ที่คอยดักเล่นงานคู่ต่อสู้จากจังหวะผิดพลาดแบบชนิดเข้าเป้าทุกดอก

อังกฤษ ยังโชว์ความเกรี้ยวกราดให้เห็นอยู่ตลอดแม้ในยามที่ไม่ได้ครองบอล อีกทั้งประตูขึ้นนำของพวกเขาก็ช่วยบรรยายให้เห็นถึงสิ่งที่ เซาธ์เกต ต้องการจากลูกทีมได้อย่างลงตัว มันคือจังหวะต่อบอลกันอย่างอดทน 17 ครั้งผ่านผู้เล่นทั้งทีมที่รวมไปถึง จอร์แดน พิคฟอร์ด ก่อนที่ผู้รักษาประตูจาก เอฟเวอร์ตัน จะวางบอลยาวร่วม 40 หลาข้ามแผงมิดฟิลด์ของ สเปน ไปเข้าเท้า แฮร์รี่ เคน ตรงบริเวณกลางสนาม จากทุกสัมผัสบอลที่สมบูรณ์แบบก่อนหน้านี้ ดาวยิงกัปตันทีมฉวยโอกาสหมุนตัวและตวัดบอลออกทางด้านซ้ายไปยัง มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่คอนโทรลบอลด้วยเท้าซ้ายก่อนจะแทงต่อไปให้ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ที่ทะลุพรวดขึ้นมาจากตรงกลาง โดยแตะบอลจังหวะแรกออกขวาเล็กน้อยและใส่ด้วยเท้าข้างถนัดในทันที ส่งบอลพุ่งเข้าเสียบมุมชนิดที่ ดาบิด เด เคอา ได้แต่หันไปมอง

แม่ทัพแห่งสิงโตคำราม แกเร็ธ เซาธ์เกต

“ผมคิดว่ามันคือการแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าภายใต้การคุมทีมของ แกเร็ธ เซาธ์เกต เมื่อตอนที่เราพูดถึงนักเตะของเราในช่วงขาลง เราก็คอยแต่บอกว่า ‘เราต้องไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ เราต้องไม่ผ่านบอลขึ้นมาจากข้างหลัง’ แต่เราก็พึ่งแสดงให้เห็นภายในคืนนี้จากการเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้อันยอดเยี่ยมว่า เราสามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้” เจมี่ เร้ดแน็ปป์ อดีตกัปตันทีมลิเวอร์พูล ที่หันมาทำหน้าที่นักวิเคราะห์เกมให้กับ สกาย สปอร์ตส์ ได้ออกความเห็นไว้

หากประตูแรกเป็นการแสดงให้ถึงพัฒนาการในด้านการต่อบอลของพวกเขา ประตูที่สองก็คือการแสดงให้เห็นถึงการฉวยโอกาสจากจังหวะบอลเล่นยาวของทีม และก็เป็น พิคฟอร์ด อีกครั้งที่มีส่วนสำคัญจากประตูนี้ ด้วยลูกสาดยาวจากหน้าปากประตูที่มีเป้าหมายไปยัง เคน ที่ยืนค้ำอยู่ในแดนหน้า โดยที่ หัวหอกวัย 25 ปี ก็ทำหน้าที่เก็บบอลได้ดี ก่อนจะพลิกตัวจ่ายทะลุช่องให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่สอดขึ้นมาแปบอลผ่านตัวนายทวารเพื่อนร่วมทีม แมนฯ ยูไนเต็ด เข้าไป ซึ่งยังเป็นการแก้ตัวจากความผิดพลาดในนัดที่แล้วของเขาอีกด้วย แฮร์รี่ วิงค์ส ยังคงรักษาฟอร์มอันยอดเยี่ยมมาจากต้นสังกัด ทั้งการเอาตัวรอดในที่แคบๆและช่วยรักษาการครองบอลให้กับทีมในยามที่ต้องการ ในขณะที่ รอสส์ บาร์คลี่ย์ ก็ช่วยเติมพลังการขึ้นเกมบุกจากแดนกลาง และยังเป็นผู้ที่ตักบอลเข้าสู่กรอบเขตโทษให้ เคน โหม่งใส่พานให้กับ สเตอร์ลิ่ง แปจากระยะเผาขนเข้าไปเป็นประตูทิ้งห่าง 3-0

ขุมกำลังในแนวรุกของ ทีมสิงโตคำราม ต่างก็ทำหน้าที่ในช่วง 45 นาทีแรกได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะ สเตอร์ลิ่ง ที่ยิงได้มากกว่าหนึ่งประตูภายในครึ่งเวลาแรก และยังเป็นสถิติที่ดีที่สุดของเขาเมื่อเปรียบเทียบจากผลงานในการรับใช้ชาติ 45 เกมก่อนหน้านี้ ในขณะเดียวกันก็ต้องชมเชยผลงานแนวรับของทีมด้วยเช่นกัน โดย แฮร์รี่ แม็คไกวร์ สามารถสร้างสถิติโดดเด่นจากการเคลียร์บอลได้มากที่สุด 11 ครั้ง ท่ามกลางความกดดันจากการถูกเปิดเกมบุกเข้าใส่รวมถึงบรรยากาศของกองเชียร์โดยรอบสนาม หากแต่ผู้เล่นแนวรับที่อายุน้อยที่สุดในเกมนี้อย่าง โจ โกเมซ กลับยังทำหน้าที่ได้อย่างสุขุมเยือกเย็น จากผลงานอันยอดเยี่ยมในการดักเก็บจังหวะผ่านบอลของคู่แข่ง และยังรวมไปถึง เบน ชิลเวลล์ ที่คอยตามประกบผู้เล่นเจ้าถิ่นในกรอบเขตโทษได้ดีอีกด้วย

แม่ทัพสิงโตคำราม

เขาพาทีมอังกฤษไปได้สวยหรูขึ้นจากเมื่อก่อน

นักเตะสายเลือดผู้ดี เล่นได้อย่างกล้าหาญตามที่ เซาธ์เกต ต้องการ และ กุนซือวัย 48 ปี ก็สมควรจะได้รับเครดิตทั้งปวงจากผลงานการเก็บ 3 คะแนนนอกบ้านในนัดนี้ ไม่ว่าจะด้วยเรื่องเปลี่ยนระบบการเล่นจากที่เคยใช้กองหลังสามคนใน เวิลด์ คัพ มาเป็นแผงแบ็คโฟร์ในเกมนี้ก็ยังประสบความสำเร็จดังที่หวัง การปรับเปลี่ยนเกมของเขายังสะท้อนให้เห็นถึงความศรัทธาต่อผู้เล่นสายเลือดใหม่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น นาธาเนียล ชาโลบาห์ ที่มีโอกาสได้ติดธงตามหลัง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และมันก็ยังแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในแทคติกของเขาอีกด้วย จากการส่ง ไคล์ วอล์คเกอร์ ลงสนามมาในช่วงประมาณ 15 นาทีสุดท้ายเพื่อปรับรูปแบบของทีมกลับไปเป็นหลัง 3 ในการช่วยต้านทานพายุเกมบุกของ สเปน ซึ่งหากตัดความเฮงจากจังหวะชิงเหลี่ยมกับ โรดริโก้ ของ พิคฟอร์ด ที่รอดพ้นการเสียลูกจุดโทษ อังกฤษ ก็เป็นฝ่ายที่ควบคุมสถานการณ์โดยรวมได้แทบทั้งหมด

เจมี่ คาร์ราเกอร์ อีกหนึ่งอดีตยอดแข้งที่หันมารับงานกับ สกาย สปอร์ตส์ ก็พูดถึงผลลัพธ์อันมหาศาลจากการทำงานของ เซาธ์เกต ในเกมนี้ไว้ว่า “วิธีที่ดีที่สุดสำหรับการบรรยายเกมนี้ ก็ต้องนำไปเปรียบถึงความยอดเยี่ยมในการออกไปเยือนคู่แข่งในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก ของหนึ่งในสโมสรที่ดีที่สุดของเรา (ลิเวอร์พูล?) จากเกมสวนกลับอันน่าสะพรึง จังหวะเข้าทำหน้าปากประตูที่เฉียบคม และการตั้งรับที่ยันไว้ได้จนถึงท้ายที่สุด” บางทีนี่อาจจะเป็นต้นแบบสำหรับการเล่นของ อังกฤษ ต่อไปในวันข้างหน้า และในขณะที่ เซาธ์เกต ก็น่าจะมั่นใจได้ว่านักเตะเจเนอเรชั่นใหม่ของเขาจะมีความกล้าในการสร้างอนาคตของตนเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *